Come & Cure Consultant

Odoo Manufacturing สำหรับโรงงานไทย: BOM ต้นทุน และการวางแผนผลิต

แนวทางใช้ Odoo MRP ในโรงงานไทย ตั้งแต่การออกแบบ BOM หลายระดับ ใบสั่งผลิต ศูนย์ต้นทุน การวางแผนวัตถุดิบ ไปจนถึงการคิดต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้กับบัญชีได้จริง

การผลิต อ่าน ~20 นาทีโดย ทีมงาน Come & Cure Consultant

โรงงานไทยจำนวนมากมีระบบบัญชีแล้ว แต่ยังตอบไม่ได้ว่า ต้นทุนจริงต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวเท่าไร และ ควรสั่งวัตถุดิบเมื่อไร สองคำถามนี้คือสิ่งที่ Odoo Manufacturing ช่วยได้ ถ้าออกแบบให้ถูกตั้งแต่ต้น

องค์ประกอบหลักของ Odoo MRP

  • BOM (Bill of Materials) สูตรว่าสินค้าหนึ่งหน่วยใช้อะไรบ้างเท่าไร
  • Operations / Routing ลำดับขั้นตอนการผลิตและเวลามาตรฐานของแต่ละขั้น
  • Work Center ศูนย์งานหรือเครื่องจักร พร้อมกำลังการผลิตและอัตราต้นทุนต่อชั่วโมง
  • Manufacturing Order (MO) ใบสั่งผลิตที่ระบุว่าจะผลิตอะไร เท่าไร เมื่อไร
  • Replenishment กลไกคำนวณความต้องการวัตถุดิบและเสนอการสั่งซื้อหรือผลิต

เลือกชนิด BOM ให้ถูกก่อน

Odoo มี BOM หลายชนิด และเลือกผิดตั้งแต่ต้นจะทำให้สต๊อกกับต้นทุนเพี้ยนทั้งระบบ

ชนิด ใช้เมื่อไร ผลต่อสต๊อก
Manufacture this product ผลิตจริง มีใบสั่งผลิต มีขั้นตอน ตัดวัตถุดิบ เพิ่มสินค้าสำเร็จรูป
Kit แค่ประกอบชุดตอนขาย ไม่มีกระบวนการผลิต ไม่สร้างสินค้าสำเร็จรูป ตัดชิ้นส่วนตอนส่งของ
Subcontracting ส่งวัตถุดิบให้ผู้รับจ้างผลิตแล้วรับของกลับ ตัดวัตถุดิบที่ผู้รับจ้าง รับสินค้าเข้าคลังเรา

เลือก Kit ผิดเป็น Manufacture จะได้ใบสั่งผลิตกองเต็มระบบทั้งที่ไม่มีใครผลิตอะไรจริง ส่วน เลือก Manufacture ผิดเป็น Kit จะไม่มีต้นทุนแปรสภาพเข้าไปในสินค้าเลย

รับจ้างผลิต (Subcontracting) — เรื่องที่โรงงานไทยเจอบ่อยแต่มักตั้งค่าผิด

โรงงานไทยจำนวนมากส่งงานบางขั้นให้ผู้รับจ้างภายนอก เช่น ชุบ พ่นสี หรือเย็บ สิ่งที่ต้องตั้งให้ถูกคือ

  • วัตถุดิบยังเป็นของเรา แม้อยู่ที่โรงงานผู้รับจ้าง Odoo มีคลังเสมือนสำหรับกรณีนี้ ต้องเปิดใช้ ไม่ใช่ตัดออกจากสต๊อกไปเลย
  • ค่าจ้างผลิตเป็นต้นทุนของสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั่วไป ต้องผูกกับใบสั่งซื้อบริการที่อ้างถึงงานนั้น
  • ของเสียที่ผู้รับจ้าง ต้องมีวิธีบันทึกและตกลงกับคู่ค้าว่าใครรับผิดชอบ
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างทำของเข้าเกณฑ์ต้องหัก ระบบต้องรองรับตอนจ่ายเงิน อ่านเพิ่มที่ Odoo กับภาษีไทย

ถ้าไม่ตั้งคลังเสมือน วัตถุดิบที่ส่งออกไปจะหายจากงบทันที ทำให้มูลค่าสต๊อกในงบต่ำกว่าความจริง ซึ่งผู้สอบบัญชีจะทักแน่นอน

ออกแบบ BOM ให้ใช้งานได้จริง

เริ่มจากระดับที่ทีมบันทึกไหว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือทำ BOM ละเอียดถึงระดับสกรูทุกตัว แล้วสุดท้ายไม่มีใครอัปเดตเมื่อสูตรเปลี่ยน ผลคือระบบให้ตัวเลขที่ผิดซึ่งแย่กว่าไม่มีตัวเลข

หลักที่เราใช้คือ ใส่รายละเอียดถึงระดับที่ มีผลกับต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ และ ควบคุมสต๊อกจริง ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองมูลค่าต่ำให้คิดรวมเป็นค่าโสหุ้ยแทน

จัดการของเสียตามปกติ

ทุกกระบวนการมีของเสีย ถ้าสูตรบอกว่าใช้วัตถุดิบ 100 กรัม แต่จริง ๆ ต้องเบิก 105 กรัมเพราะมีเศษ ควรใส่เผื่อไว้ใน BOM ไม่งั้นสต๊อกจะไม่ตรงทุกครั้งที่ผลิต

BOM หลายเวอร์ชัน

สินค้าหนึ่งตัวอาจมีหลายสูตร เช่น สูตรที่ใช้วัตถุดิบทดแทนเมื่อของหลักขาด Odoo รองรับการมี BOM หลายชุดต่อสินค้า และเลือกใช้ตามเงื่อนไขได้

การวางแผนผลิตและวัตถุดิบ

Odoo คำนวณความต้องการจากสามแหล่ง

  1. ใบสั่งขายที่ยืนยันแล้ว สำหรับสินค้าที่ผลิตตามสั่ง
  2. จุดสั่งซื้อ (Reordering Rule) สำหรับสินค้าที่ผลิตเก็บสต๊อก
  3. การพยากรณ์ที่ป้อนเข้าไปเอง สำหรับการวางแผนล่วงหน้า

เมื่อรัน Replenishment ระบบจะระเบิด BOM ทุกระดับ หักสต๊อกที่มีอยู่และของที่กำลังจะเข้า แล้วเสนอว่าต้องสั่งซื้ออะไรเท่าไร และต้องเริ่มผลิตวันไหนโดยนับถอยหลังจากวันส่งมอบ

จุดที่ต้องตั้งให้แม่นคือ Lead Time ทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งการผลิต ถ้าตั้งมั่วแผนจะเพี้ยนทั้งระบบ แนะนำให้ใช้ข้อมูลจริงย้อนหลัง 3–6 เดือนเป็นฐาน

ต้นทุนการผลิตที่ใช้กับบัญชีได้

ต้นทุนสินค้าที่ผลิตเสร็จใน Odoo ประกอบด้วย

  • ต้นทุนวัตถุดิบ ตามที่เบิกจริงในใบสั่งผลิต
  • ต้นทุนค่าแรงและเครื่องจักร จากเวลาที่บันทึกในแต่ละศูนย์งาน คูณอัตราต่อชั่วโมง
  • ค่าโสหุ้ยการผลิต ที่ปันส่วนตามเกณฑ์ที่ตกลงกับฝ่ายบัญชี

สิ่งที่ต้องตัดสินใจร่วมกับผู้สอบบัญชีตั้งแต่ต้นคือวิธีคิดต้นทุนสินค้า ซึ่งควรเลือกให้สอดคล้องกับนโยบายบัญชีของบริษัท และเมื่อเลือกแล้วไม่ควรเปลี่ยนกลางปี

สำหรับโรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบ อย่าลืมตั้ง Landed Cost เพื่อรวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และค่าดำเนินการเข้าไปในต้นทุนวัตถุดิบ ไม่งั้นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจะต่ำกว่าความจริงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างการคิดต้นทุนต่อหน่วย

สมมติผลิตสินค้า A จำนวน 100 ชิ้นในหนึ่งใบสั่งผลิต

รายการ ที่มา จำนวน
วัตถุดิบ ก 210 กก. × 45 บาท เบิกจริงตาม MO (เผื่อเศษ 5% แล้ว) 9,450
วัตถุดิบ ข 100 ชิ้น × 12 บาท เบิกจริงตาม MO 1,200
ค่าแรงศูนย์งานตัด 4 ชม. × 320 บาท เวลาที่บันทึกจริง 1,280
ค่าเครื่องจักรศูนย์งานประกอบ 6 ชม. × 260 บาท เวลาที่บันทึกจริง 1,560
ค่าโสหุ้ยปันส่วน ตามเกณฑ์ที่ตกลงกับบัญชี 1,510
รวมต้นทุนใบสั่งผลิต 15,000
ต้นทุนต่อชิ้น 15,000 ÷ 100 150.00

จุดที่ทำให้ตัวเลขนี้เชื่อถือไม่ได้ มีสามข้อ และเจอเกือบทุกโรงงานที่เพิ่งเริ่ม

  1. ไม่บันทึกเวลาจริง ใช้เวลามาตรฐานใน BOM แทนทุกครั้ง ทำให้ต้นทุนไม่สะท้อนความจริงและมองไม่เห็นว่าไลน์ไหนมีปัญหา
  2. อัตราต่อชั่วโมงตั้งครั้งเดียวแล้วไม่เคยทบทวน ค่าแรงขึ้นทุกปี ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้งพร้อมฝ่ายบัญชี
  3. ของเสียไม่ถูกบันทึก พนักงานเบิกเพิ่มโดยไม่แจ้ง ทำให้ต้นทุนกระจายไปที่ล็อตอื่นแทน

Landed Cost สำหรับวัตถุดิบนำเข้า

โรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบต้องรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไปในต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ใช่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยก

  • ค่าขนส่งระหว่างประเทศและในประเทศ
  • อากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากร
  • ค่าประกันภัยสินค้า
  • ค่าดำเนินการชิปปิ้ง

ถ้าไม่ทำ ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจะต่ำกว่าความจริงอย่างมีนัยสำคัญ และคุณจะคิดว่าสินค้าตัวนั้นกำไรดีกว่าที่เป็นจริง ซึ่งนำไปสู่การตั้งราคาผิด

จุดที่ต้องตัดสินใจกับฝ่ายบัญชีคือ เกณฑ์ปันส่วน ว่าจะปันตามมูลค่า น้ำหนัก หรือปริมาตร แต่ละแบบให้ตัวเลขต่างกันมากเมื่อของในตู้เดียวกันมีทั้งของหนักราคาถูกและของเบาราคาแพง

บันทึกหน้างานให้ทีมยอมใช้

นี่คือจุดที่โครงการโรงงานสำเร็จหรือล้ม เพราะพนักงานหน้าเครื่องไม่ได้อยากกรอกข้อมูล

สิ่งที่ช่วยได้จริง

  • ใช้ แท็บเล็ตหรือจอสัมผัส ที่หน้าไลน์ แทนการให้เดินไปคีย์ที่ออฟฟิศ
  • ใช้ บาร์โค้ด สำหรับเบิกวัตถุดิบและยืนยันผลผลิต
  • ลดจำนวนช่องที่ต้องกรอกให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง
  • เริ่มจากบันทึกรวมท้ายกะก่อน แล้วค่อยละเอียดขึ้นเมื่อทีมชิน
  • ให้หัวหน้ากะเห็นประโยชน์ก่อน เช่น รายงานที่ช่วยงานเขาเอง

ตัวชี้วัดที่ควรได้จากระบบตั้งแต่เดือนแรก

ถ้าลงทุนบันทึกหน้างานแล้ว ต้องได้ตัวเลขกลับมา ไม่งั้นทีมจะรู้สึกว่ากรอกให้คนอื่นดูฟรี ๆ

ตัวชี้วัด บอกอะไร ใช้ตัดสินใจอะไร
อัตราของเสีย (scrap rate) แยกตามไลน์ ไลน์ไหนมีปัญหา จัดคน ซ่อมเครื่อง หรือแก้สูตร
ต้นทุนจริงเทียบต้นทุนมาตรฐาน สูตรกับความเป็นจริงห่างแค่ไหน ปรับ BOM หรือปรับราคาขาย
เวลาจริงเทียบเวลามาตรฐาน ไลน์ไหนช้ากว่าที่วางแผน วางแผนกำลังการผลิตให้ตรง
ใบสั่งผลิตที่เสร็จตรงเวลา ความน่าเชื่อถือของแผน สัญญาวันส่งกับลูกค้าได้แม่นขึ้น
วัตถุดิบที่ขาดจนหยุดไลน์ จุดสั่งซื้อตั้งต่ำไป ปรับ Reordering Rule

เอารายงานสองสามตัวนี้ไปแปะให้หัวหน้ากะเห็นทุกวัน เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการทำให้ทีมยอมบันทึกข้อมูลต่อเนื่อง เพราะเขาเห็นว่าตัวเลขที่กรอกกลายเป็นเครื่องมือของตัวเอง

เช็กลิสต์ก่อนเปิดใช้โมดูลผลิต

  • สินค้าทุกตัวมีหน่วยนับที่ถูกต้องและมีตัวแปลงหน่วยครบ
  • BOM ผ่านการตรวจโดยหัวหน้าฝ่ายผลิต ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที
  • ใส่เผื่อของเสียใน BOM ตามข้อมูลจริงย้อนหลัง
  • Lead Time ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งผลิตอิงข้อมูลจริง 3–6 เดือน
  • อัตราต้นทุนต่อชั่วโมงของทุกศูนย์งานผ่านการเห็นชอบจากบัญชี
  • ตกลงวิธีคิดต้นทุนสินค้ากับผู้สอบบัญชีแล้ว และจะไม่เปลี่ยนกลางปี
  • ถ้ามีรับจ้างผลิต ตั้งคลังเสมือนของผู้รับจ้างเรียบร้อย
  • ถ้านำเข้าวัตถุดิบ ตั้ง Landed Cost และเกณฑ์ปันส่วนแล้ว
  • ทดลองปิดใบสั่งผลิตจริงหนึ่งใบครบวงจร แล้วบัญชีตรวจรายการที่เกิดขึ้น
  • อุปกรณ์บันทึกหน้างานพร้อมใช้และทดสอบกับพนักงานจริงแล้ว

เรื่องที่โรงงานไทยมักต้องปรับเพิ่ม

  • ใบสั่งผลิตและใบเบิกวัตถุดิบภาษาไทย ตามฟอร์มที่โรงงานใช้อยู่
  • การเชื่อมกับเครื่องชั่งหรือเครื่องจักร สำหรับบันทึกน้ำหนักหรือจำนวนอัตโนมัติ
  • รายงานต้นทุนต่อใบสั่งผลิต ที่เทียบต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริง
  • การจัดการงานรับจ้างผลิตภายนอก (Subcontracting) ซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมไทย
  • การควบคุมคุณภาพ ที่บางส่วนอยู่ในชุด Enterprise หรือต้องพัฒนาเพิ่มถ้าใช้ Community

สรุป

Odoo Manufacturing ทำงานได้ดีกับโรงงานไทยตั้งแต่ขนาดกลางลงมา สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์คือความสมจริงของ BOM ความแม่นของ Lead Time และการออกแบบการบันทึกหน้างานให้พนักงานทำได้จริง ไม่ใช่จำนวนฟีเจอร์

คำแนะนำที่ให้บ่อยที่สุดคือ อย่าเริ่มที่โมดูลผลิต ให้ทำคลังสินค้าให้แม่นก่อนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน เพราะ MRP ทั้งระบบคำนวณจากยอดสต๊อก ถ้าสต๊อกไม่ตรง แผนผลิตที่ได้จะผิดตั้งแต่ต้นทาง แล้วทีมจะเลิกเชื่อระบบตั้งแต่สัปดาห์แรก

ถ้าอยากให้เราประเมินว่าโรงงานของคุณควรเริ่มจากตรงไหน นัดคุยกันได้ เรามีประสบการณ์ทั้งงานผลิตตามสั่งและผลิตเก็บสต๊อก หรืออ่านต่อเรื่อง คลังสินค้าและสต๊อกหลายคลัง ซึ่งเป็นฐานที่ต้องแน่นก่อนเริ่มงานผลิต

คำถามที่พบบ่อย

Odoo รองรับ BOM หลายระดับไหม?

รองรับครับ คุณสร้างสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่มี BOM ของตัวเอง แล้วนำไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าสำเร็จรูปอีกที Odoo จะระเบิดความต้องการวัตถุดิบให้ทุกระดับ และเลือกได้ว่าจะสร้างใบสั่งผลิตแยกหรือรวมเป็นชุดเดียว

ถ้าโรงงานยังใช้กระดาษอยู่ ควรเริ่มอย่างไร?

เริ่มจากทำ BOM และใบสั่งผลิตในระบบก่อน โดยยังบันทึกผลผลิตแบบรวมท้ายกะ เมื่อทีมชินแล้วค่อยเพิ่มการบันทึกรายขั้นตอนและเวลาทำงาน การเปลี่ยนทีละขั้นได้ผลกว่าการบังคับให้บันทึกทุกอย่างตั้งแต่วันแรก

คิดต้นทุนการผลิตใน Odoo ได้แม่นแค่ไหน?

แม่นเท่าที่ข้อมูลป้อนเข้าแม่น ระบบคิดต้นทุนวัตถุดิบตามการเบิกจริง และคิดค่าแรงกับค่าโสหุ้ยตามอัตราของศูนย์งานคูณเวลาที่บันทึก ถ้าโรงงานบันทึกเวลาจริงและตั้งอัตราถูกต้อง ต้นทุนต่อหน่วยจะใช้กับบัญชีได้

#odoo mrp#ระบบผลิต#bom#ต้นทุนการผลิต#erp โรงงาน#รับจ้างผลิต#landed cost
ทีมงาน Come & Cure Consultant

ทีมที่ปรึกษาและนักพัฒนา Odoo ของ บริษัท คัม แอนด์ เคอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด เราวางระบบ ERP ให้ธุรกิจไทยหลายอุตสาหกรรม และเขียนบทความเหล่านี้จากปัญหาที่เจอหน้างานจริง

คุยกับทีมงาน
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นวันนี้

คุยกับผู้เชี่ยวชาญ Odoo ก่อนตัดสินใจ

ให้เราช่วยประเมินว่าธุรกิจคุณเหมาะกับ Odoo หรือไม่ ต้องใช้โมดูลไหน และงบประมาณคร่าว ๆ เท่าไร — ปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย