โรงงานไทยจำนวนมากมีระบบบัญชีแล้ว แต่ยังตอบไม่ได้ว่า ต้นทุนจริงต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวเท่าไร และ ควรสั่งวัตถุดิบเมื่อไร สองคำถามนี้คือสิ่งที่ Odoo Manufacturing ช่วยได้ ถ้าออกแบบให้ถูกตั้งแต่ต้น
องค์ประกอบหลักของ Odoo MRP
- BOM (Bill of Materials) สูตรว่าสินค้าหนึ่งหน่วยใช้อะไรบ้างเท่าไร
- Operations / Routing ลำดับขั้นตอนการผลิตและเวลามาตรฐานของแต่ละขั้น
- Work Center ศูนย์งานหรือเครื่องจักร พร้อมกำลังการผลิตและอัตราต้นทุนต่อชั่วโมง
- Manufacturing Order (MO) ใบสั่งผลิตที่ระบุว่าจะผลิตอะไร เท่าไร เมื่อไร
- Replenishment กลไกคำนวณความต้องการวัตถุดิบและเสนอการสั่งซื้อหรือผลิต
เลือกชนิด BOM ให้ถูกก่อน
Odoo มี BOM หลายชนิด และเลือกผิดตั้งแต่ต้นจะทำให้สต๊อกกับต้นทุนเพี้ยนทั้งระบบ
| ชนิด | ใช้เมื่อไร | ผลต่อสต๊อก |
|---|---|---|
| Manufacture this product | ผลิตจริง มีใบสั่งผลิต มีขั้นตอน | ตัดวัตถุดิบ เพิ่มสินค้าสำเร็จรูป |
| Kit | แค่ประกอบชุดตอนขาย ไม่มีกระบวนการผลิต | ไม่สร้างสินค้าสำเร็จรูป ตัดชิ้นส่วนตอนส่งของ |
| Subcontracting | ส่งวัตถุดิบให้ผู้รับจ้างผลิตแล้วรับของกลับ | ตัดวัตถุดิบที่ผู้รับจ้าง รับสินค้าเข้าคลังเรา |
เลือก Kit ผิดเป็น Manufacture จะได้ใบสั่งผลิตกองเต็มระบบทั้งที่ไม่มีใครผลิตอะไรจริง ส่วน เลือก Manufacture ผิดเป็น Kit จะไม่มีต้นทุนแปรสภาพเข้าไปในสินค้าเลย
รับจ้างผลิต (Subcontracting) — เรื่องที่โรงงานไทยเจอบ่อยแต่มักตั้งค่าผิด
โรงงานไทยจำนวนมากส่งงานบางขั้นให้ผู้รับจ้างภายนอก เช่น ชุบ พ่นสี หรือเย็บ สิ่งที่ต้องตั้งให้ถูกคือ
- วัตถุดิบยังเป็นของเรา แม้อยู่ที่โรงงานผู้รับจ้าง Odoo มีคลังเสมือนสำหรับกรณีนี้ ต้องเปิดใช้ ไม่ใช่ตัดออกจากสต๊อกไปเลย
- ค่าจ้างผลิตเป็นต้นทุนของสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั่วไป ต้องผูกกับใบสั่งซื้อบริการที่อ้างถึงงานนั้น
- ของเสียที่ผู้รับจ้าง ต้องมีวิธีบันทึกและตกลงกับคู่ค้าว่าใครรับผิดชอบ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างทำของเข้าเกณฑ์ต้องหัก ระบบต้องรองรับตอนจ่ายเงิน อ่านเพิ่มที่ Odoo กับภาษีไทย
ถ้าไม่ตั้งคลังเสมือน วัตถุดิบที่ส่งออกไปจะหายจากงบทันที ทำให้มูลค่าสต๊อกในงบต่ำกว่าความจริง ซึ่งผู้สอบบัญชีจะทักแน่นอน
ออกแบบ BOM ให้ใช้งานได้จริง
เริ่มจากระดับที่ทีมบันทึกไหว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือทำ BOM ละเอียดถึงระดับสกรูทุกตัว แล้วสุดท้ายไม่มีใครอัปเดตเมื่อสูตรเปลี่ยน ผลคือระบบให้ตัวเลขที่ผิดซึ่งแย่กว่าไม่มีตัวเลข
หลักที่เราใช้คือ ใส่รายละเอียดถึงระดับที่ มีผลกับต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ และ ควบคุมสต๊อกจริง ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองมูลค่าต่ำให้คิดรวมเป็นค่าโสหุ้ยแทน
จัดการของเสียตามปกติ
ทุกกระบวนการมีของเสีย ถ้าสูตรบอกว่าใช้วัตถุดิบ 100 กรัม แต่จริง ๆ ต้องเบิก 105 กรัมเพราะมีเศษ ควรใส่เผื่อไว้ใน BOM ไม่งั้นสต๊อกจะไม่ตรงทุกครั้งที่ผลิต
BOM หลายเวอร์ชัน
สินค้าหนึ่งตัวอาจมีหลายสูตร เช่น สูตรที่ใช้วัตถุดิบทดแทนเมื่อของหลักขาด Odoo รองรับการมี BOM หลายชุดต่อสินค้า และเลือกใช้ตามเงื่อนไขได้
การวางแผนผลิตและวัตถุดิบ
Odoo คำนวณความต้องการจากสามแหล่ง
- ใบสั่งขายที่ยืนยันแล้ว สำหรับสินค้าที่ผลิตตามสั่ง
- จุดสั่งซื้อ (Reordering Rule) สำหรับสินค้าที่ผลิตเก็บสต๊อก
- การพยากรณ์ที่ป้อนเข้าไปเอง สำหรับการวางแผนล่วงหน้า
เมื่อรัน Replenishment ระบบจะระเบิด BOM ทุกระดับ หักสต๊อกที่มีอยู่และของที่กำลังจะเข้า แล้วเสนอว่าต้องสั่งซื้ออะไรเท่าไร และต้องเริ่มผลิตวันไหนโดยนับถอยหลังจากวันส่งมอบ
จุดที่ต้องตั้งให้แม่นคือ Lead Time ทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งการผลิต ถ้าตั้งมั่วแผนจะเพี้ยนทั้งระบบ แนะนำให้ใช้ข้อมูลจริงย้อนหลัง 3–6 เดือนเป็นฐาน
ต้นทุนการผลิตที่ใช้กับบัญชีได้
ต้นทุนสินค้าที่ผลิตเสร็จใน Odoo ประกอบด้วย
- ต้นทุนวัตถุดิบ ตามที่เบิกจริงในใบสั่งผลิต
- ต้นทุนค่าแรงและเครื่องจักร จากเวลาที่บันทึกในแต่ละศูนย์งาน คูณอัตราต่อชั่วโมง
- ค่าโสหุ้ยการผลิต ที่ปันส่วนตามเกณฑ์ที่ตกลงกับฝ่ายบัญชี
สิ่งที่ต้องตัดสินใจร่วมกับผู้สอบบัญชีตั้งแต่ต้นคือวิธีคิดต้นทุนสินค้า ซึ่งควรเลือกให้สอดคล้องกับนโยบายบัญชีของบริษัท และเมื่อเลือกแล้วไม่ควรเปลี่ยนกลางปี
สำหรับโรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบ อย่าลืมตั้ง Landed Cost เพื่อรวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และค่าดำเนินการเข้าไปในต้นทุนวัตถุดิบ ไม่งั้นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจะต่ำกว่าความจริงอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างการคิดต้นทุนต่อหน่วย
สมมติผลิตสินค้า A จำนวน 100 ชิ้นในหนึ่งใบสั่งผลิต
| รายการ | ที่มา | จำนวน |
|---|---|---|
| วัตถุดิบ ก 210 กก. × 45 บาท | เบิกจริงตาม MO (เผื่อเศษ 5% แล้ว) | 9,450 |
| วัตถุดิบ ข 100 ชิ้น × 12 บาท | เบิกจริงตาม MO | 1,200 |
| ค่าแรงศูนย์งานตัด 4 ชม. × 320 บาท | เวลาที่บันทึกจริง | 1,280 |
| ค่าเครื่องจักรศูนย์งานประกอบ 6 ชม. × 260 บาท | เวลาที่บันทึกจริง | 1,560 |
| ค่าโสหุ้ยปันส่วน | ตามเกณฑ์ที่ตกลงกับบัญชี | 1,510 |
| รวมต้นทุนใบสั่งผลิต | 15,000 | |
| ต้นทุนต่อชิ้น | 15,000 ÷ 100 | 150.00 |
จุดที่ทำให้ตัวเลขนี้เชื่อถือไม่ได้ มีสามข้อ และเจอเกือบทุกโรงงานที่เพิ่งเริ่ม
- ไม่บันทึกเวลาจริง ใช้เวลามาตรฐานใน BOM แทนทุกครั้ง ทำให้ต้นทุนไม่สะท้อนความจริงและมองไม่เห็นว่าไลน์ไหนมีปัญหา
- อัตราต่อชั่วโมงตั้งครั้งเดียวแล้วไม่เคยทบทวน ค่าแรงขึ้นทุกปี ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้งพร้อมฝ่ายบัญชี
- ของเสียไม่ถูกบันทึก พนักงานเบิกเพิ่มโดยไม่แจ้ง ทำให้ต้นทุนกระจายไปที่ล็อตอื่นแทน
Landed Cost สำหรับวัตถุดิบนำเข้า
โรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบต้องรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไปในต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ใช่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยก
- ค่าขนส่งระหว่างประเทศและในประเทศ
- อากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากร
- ค่าประกันภัยสินค้า
- ค่าดำเนินการชิปปิ้ง
ถ้าไม่ทำ ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจะต่ำกว่าความจริงอย่างมีนัยสำคัญ และคุณจะคิดว่าสินค้าตัวนั้นกำไรดีกว่าที่เป็นจริง ซึ่งนำไปสู่การตั้งราคาผิด
จุดที่ต้องตัดสินใจกับฝ่ายบัญชีคือ เกณฑ์ปันส่วน ว่าจะปันตามมูลค่า น้ำหนัก หรือปริมาตร แต่ละแบบให้ตัวเลขต่างกันมากเมื่อของในตู้เดียวกันมีทั้งของหนักราคาถูกและของเบาราคาแพง
บันทึกหน้างานให้ทีมยอมใช้
นี่คือจุดที่โครงการโรงงานสำเร็จหรือล้ม เพราะพนักงานหน้าเครื่องไม่ได้อยากกรอกข้อมูล
สิ่งที่ช่วยได้จริง
- ใช้ แท็บเล็ตหรือจอสัมผัส ที่หน้าไลน์ แทนการให้เดินไปคีย์ที่ออฟฟิศ
- ใช้ บาร์โค้ด สำหรับเบิกวัตถุดิบและยืนยันผลผลิต
- ลดจำนวนช่องที่ต้องกรอกให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง
- เริ่มจากบันทึกรวมท้ายกะก่อน แล้วค่อยละเอียดขึ้นเมื่อทีมชิน
- ให้หัวหน้ากะเห็นประโยชน์ก่อน เช่น รายงานที่ช่วยงานเขาเอง
ตัวชี้วัดที่ควรได้จากระบบตั้งแต่เดือนแรก
ถ้าลงทุนบันทึกหน้างานแล้ว ต้องได้ตัวเลขกลับมา ไม่งั้นทีมจะรู้สึกว่ากรอกให้คนอื่นดูฟรี ๆ
| ตัวชี้วัด | บอกอะไร | ใช้ตัดสินใจอะไร |
|---|---|---|
| อัตราของเสีย (scrap rate) แยกตามไลน์ | ไลน์ไหนมีปัญหา | จัดคน ซ่อมเครื่อง หรือแก้สูตร |
| ต้นทุนจริงเทียบต้นทุนมาตรฐาน | สูตรกับความเป็นจริงห่างแค่ไหน | ปรับ BOM หรือปรับราคาขาย |
| เวลาจริงเทียบเวลามาตรฐาน | ไลน์ไหนช้ากว่าที่วางแผน | วางแผนกำลังการผลิตให้ตรง |
| ใบสั่งผลิตที่เสร็จตรงเวลา | ความน่าเชื่อถือของแผน | สัญญาวันส่งกับลูกค้าได้แม่นขึ้น |
| วัตถุดิบที่ขาดจนหยุดไลน์ | จุดสั่งซื้อตั้งต่ำไป | ปรับ Reordering Rule |
เอารายงานสองสามตัวนี้ไปแปะให้หัวหน้ากะเห็นทุกวัน เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการทำให้ทีมยอมบันทึกข้อมูลต่อเนื่อง เพราะเขาเห็นว่าตัวเลขที่กรอกกลายเป็นเครื่องมือของตัวเอง
เช็กลิสต์ก่อนเปิดใช้โมดูลผลิต
- สินค้าทุกตัวมีหน่วยนับที่ถูกต้องและมีตัวแปลงหน่วยครบ
- BOM ผ่านการตรวจโดยหัวหน้าฝ่ายผลิต ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที
- ใส่เผื่อของเสียใน BOM ตามข้อมูลจริงย้อนหลัง
- Lead Time ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งผลิตอิงข้อมูลจริง 3–6 เดือน
- อัตราต้นทุนต่อชั่วโมงของทุกศูนย์งานผ่านการเห็นชอบจากบัญชี
- ตกลงวิธีคิดต้นทุนสินค้ากับผู้สอบบัญชีแล้ว และจะไม่เปลี่ยนกลางปี
- ถ้ามีรับจ้างผลิต ตั้งคลังเสมือนของผู้รับจ้างเรียบร้อย
- ถ้านำเข้าวัตถุดิบ ตั้ง Landed Cost และเกณฑ์ปันส่วนแล้ว
- ทดลองปิดใบสั่งผลิตจริงหนึ่งใบครบวงจร แล้วบัญชีตรวจรายการที่เกิดขึ้น
- อุปกรณ์บันทึกหน้างานพร้อมใช้และทดสอบกับพนักงานจริงแล้ว
เรื่องที่โรงงานไทยมักต้องปรับเพิ่ม
- ใบสั่งผลิตและใบเบิกวัตถุดิบภาษาไทย ตามฟอร์มที่โรงงานใช้อยู่
- การเชื่อมกับเครื่องชั่งหรือเครื่องจักร สำหรับบันทึกน้ำหนักหรือจำนวนอัตโนมัติ
- รายงานต้นทุนต่อใบสั่งผลิต ที่เทียบต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริง
- การจัดการงานรับจ้างผลิตภายนอก (Subcontracting) ซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมไทย
- การควบคุมคุณภาพ ที่บางส่วนอยู่ในชุด Enterprise หรือต้องพัฒนาเพิ่มถ้าใช้ Community
สรุป
Odoo Manufacturing ทำงานได้ดีกับโรงงานไทยตั้งแต่ขนาดกลางลงมา สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์คือความสมจริงของ BOM ความแม่นของ Lead Time และการออกแบบการบันทึกหน้างานให้พนักงานทำได้จริง ไม่ใช่จำนวนฟีเจอร์
คำแนะนำที่ให้บ่อยที่สุดคือ อย่าเริ่มที่โมดูลผลิต ให้ทำคลังสินค้าให้แม่นก่อนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน เพราะ MRP ทั้งระบบคำนวณจากยอดสต๊อก ถ้าสต๊อกไม่ตรง แผนผลิตที่ได้จะผิดตั้งแต่ต้นทาง แล้วทีมจะเลิกเชื่อระบบตั้งแต่สัปดาห์แรก
ถ้าอยากให้เราประเมินว่าโรงงานของคุณควรเริ่มจากตรงไหน นัดคุยกันได้ เรามีประสบการณ์ทั้งงานผลิตตามสั่งและผลิตเก็บสต๊อก หรืออ่านต่อเรื่อง คลังสินค้าและสต๊อกหลายคลัง ซึ่งเป็นฐานที่ต้องแน่นก่อนเริ่มงานผลิต
คำถามที่พบบ่อย
Odoo รองรับ BOM หลายระดับไหม?
รองรับครับ คุณสร้างสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่มี BOM ของตัวเอง แล้วนำไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าสำเร็จรูปอีกที Odoo จะระเบิดความต้องการวัตถุดิบให้ทุกระดับ และเลือกได้ว่าจะสร้างใบสั่งผลิตแยกหรือรวมเป็นชุดเดียว
ถ้าโรงงานยังใช้กระดาษอยู่ ควรเริ่มอย่างไร?
เริ่มจากทำ BOM และใบสั่งผลิตในระบบก่อน โดยยังบันทึกผลผลิตแบบรวมท้ายกะ เมื่อทีมชินแล้วค่อยเพิ่มการบันทึกรายขั้นตอนและเวลาทำงาน การเปลี่ยนทีละขั้นได้ผลกว่าการบังคับให้บันทึกทุกอย่างตั้งแต่วันแรก
คิดต้นทุนการผลิตใน Odoo ได้แม่นแค่ไหน?
แม่นเท่าที่ข้อมูลป้อนเข้าแม่น ระบบคิดต้นทุนวัตถุดิบตามการเบิกจริง และคิดค่าแรงกับค่าโสหุ้ยตามอัตราของศูนย์งานคูณเวลาที่บันทึก ถ้าโรงงานบันทึกเวลาจริงและตั้งอัตราถูกต้อง ต้นทุนต่อหน่วยจะใช้กับบัญชีได้