คำถามที่ลูกค้าถามเราบ่อยที่สุดในการประชุมครั้งแรกคือ “ควรใช้ Odoo ตัวฟรีหรือตัวเสียเงิน” คำตอบสั้น ๆ คือ ขึ้นกับว่าคุณจะเอาเงินไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือเอาไปจ่ายค่าพัฒนา บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากคำว่าฟรีหรือแพง
ก่อนอื่น: คำว่า “Enterprise” กำลังทำให้คุณสับสน
คนไทยส่วนใหญ่พูดถึง Odoo ว่ามีสองตัว คือ Community กับ Enterprise ซึ่งถูกครึ่งเดียว ความจริงมีสองแกนที่ต้องแยกจากกัน
แกนที่ 1 — ชุดโค้ด มีสองชุด คือ Community (โอเพนซอร์ส LGPL v3) และ Enterprise (ชุดโมดูลลิขสิทธิ์ที่ติดตั้งทับบน Community)
แกนที่ 2 — แพลนการสมัครสมาชิก ที่ Odoo ขาย มีสามระดับ คือ One App Free, Standard และ Custom ซึ่ง แพลนเป็นตัวกำหนดว่าคุณทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่ว่าได้โค้ด Enterprise หรือไม่
ความสับสนนี้ทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่แพงที่สุดข้อหนึ่งในการตั้งงบ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
ความต่างของสามแพลน และกับดักของ Standard
| หัวข้อ | One App Free | Standard | Custom |
|---|---|---|---|
| จำนวนแอป | 1 แอป | ทุกแอป | ทุกแอป |
| ผู้ใช้ | ไม่จำกัด | คิดต่อผู้ใช้ | คิดต่อผู้ใช้ |
| Odoo Studio | เลือกเป็นแอปเดียวได้ | ไม่มี | มี |
| Multi-company | มี | ไม่มี | มี |
| External API | ไม่มี | ไม่มี | มี |
| ติดตั้งโมดูลที่พัฒนาเอง | ไม่ได้ | ไม่ได้ | ได้ |
| ตัวเลือกโฮสติ้ง | Odoo Online | Odoo Online | Online, Odoo.sh, on-premise |
นี่คือจุดที่ธุรกิจไทยพลาดบ่อยที่สุด ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย หนังสือรับรอง 50 ทวิ รายงานภาษีตามแบบสรรพากร ฟอนต์ไทยบนเอกสาร และการเชื่อม e-Tax Invoice ทั้งหมดนี้ต้องติดตั้งโมดูลที่พัฒนาเองหรือโมดูล OCA แปลว่า แพลน Standard ทำงานเหล่านี้ไม่ได้เลย
ธุรกิจไทยที่ต้องปรับระบบให้ตรงกฎหมายไทยจึงต้องใช้ แพลน Custom หรือไม่ก็ใช้ Community บนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง การตั้งงบด้วยราคา Standard แล้วมารู้ทีหลังคือส่วนต่างที่คูณด้วยจำนวนผู้ใช้ทุกเดือนไปตลอดอายุระบบ
ราคาที่แน่นอนดูได้ที่ odoo.com/pricing โดยต้องเปิดจากประเทศไทย เพราะ Odoo ตั้งราคาตามประเทศของผู้เข้าชม และอย่าลืมว่าราคาปีแรกเป็นราคาโปรโมชันที่ต่างจากราคาต่ออายุ
ฟีเจอร์ที่ Community กับ Enterprise ต่างกันจริง ๆ
รายการด้านล่างคือส่วนที่ส่งผลกับการทำงานประจำวันของธุรกิจไทยมากที่สุด
| หัวข้อ | Community | Enterprise | มีโมดูล OCA ทดแทนไหม |
|---|---|---|---|
| ขาย จัดซื้อ สต๊อก CRM ผลิตพื้นฐาน | มีครบ | มีครบ | – |
| บัญชีแยกประเภทและใบแจ้งหนี้ | มี | มี | – |
| กระทบยอดธนาคารอัตโนมัติ / เชื่อมฟีดธนาคาร | ไม่มี | มี | บางส่วน (bank-statement-import) |
| งบการเงินสำเร็จรูปและเครื่องมือปิดงบ | จำกัด | มี | ได้ดี (mis_builder, account-financial-reporting) |
| การจัดการสินทรัพย์และค่าเสื่อม | ไม่มี | มี | ได้ (account-financial-tools) |
| Odoo Studio | ไม่มี | เฉพาะแพลน Custom | ทดแทนยาก |
| แอปมือถือ iOS / Android ของ Odoo | ไม่มี | มี | ทดแทนยาก |
| Helpdesk, Field Service, Sign, Marketing Automation | ไม่มี | มี | บางส่วน คุณภาพไม่เท่ากัน |
| คุณภาพการผลิต ซ่อมบำรุง PLM | ไม่มี | มี | บางส่วน |
| VoIP และ Document Management | ไม่มี | มี | บางส่วน |
| บริการอัปเกรดเวอร์ชันจากผู้ผลิต | ไม่มี | มี | ทดแทนไม่ได้ |
| ค่าลิขสิทธิ์รายผู้ใช้ | ไม่มี | มี | – |
สามบรรทัดที่ทำเครื่องหมายว่าทดแทนยากหรือไม่ได้ คือสิ่งที่ควรใช้ตัดสินใจ ที่เหลือคือเรื่องของการชั่งน้ำหนักระหว่างเวลาและเงิน
OCA: ทางเลือกที่ควรรู้จักก่อนตัดสินใจ
OCA (Odoo Community Association) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ดูแลโมดูลโอเพนซอร์สหลายพันตัวสำหรับ Odoo ซึ่งช่วยเติมช่องว่างฝั่ง Community ได้จริง
repository ที่ใช้บ่อยที่สุดในบริบทไทย
| Repository | ช่วยเรื่อง |
|---|---|
l10n-thailand |
ภาษีไทย หัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ รายงานสรรพากร ฟอนต์ไทย |
mis-builder |
รายงานการเงินที่ฝ่ายบัญชีปรับสูตรเองได้ |
account-financial-reporting |
งบการเงินและรายงานบัญชี |
account-financial-tools |
สินทรัพย์ ค่าเสื่อม เครื่องมือบัญชี |
bank-statement-import |
นำเข้ารายการเดินบัญชีธนาคาร |
server-tools และ web |
เครื่องมือระบบและปรับปรุงหน้าจอ |
ข้อควรรู้ก่อนพึ่ง OCA
เรื่องสัญญาอนุญาต โมดูล OCA ส่วนใหญ่เป็น AGPL-3.0 ซึ่งเข้มกว่า LGPL ที่ตัว Odoo Community ใช้ สาระสำคัญคือถ้าคุณแก้ไขโค้ด AGPL แล้วนำไปให้บริการผ่านเครือข่าย คุณอาจมีหน้าที่เปิดเผยโค้ดที่แก้ไขให้ผู้ใช้บริการ ประเด็นนี้ไม่กระทบธุรกิจที่ใช้ระบบภายในองค์กรตัวเอง แต่ถ้าคุณจะนำไปให้บริการลูกค้าภายนอก ควรให้ฝ่ายกฎหมายดูก่อน
เรื่องความพร้อมตามเวอร์ชัน แต่ละ repo ตามเวอร์ชัน Odoo ใหม่ไม่พร้อมกัน บาง repo ตามช้าหลายเดือน ก่อนตัดสินใจใช้ ให้เช็กว่า branch ของเวอร์ชันที่คุณจะใช้มีโมดูลที่ต้องการครบหรือยัง
เรื่องคุณภาพที่ไม่เท่ากัน โมดูลแต่ละตัวมีผู้ดูแลต่างกัน บางตัวมีคนใช้เยอะและแก้บั๊กเร็ว บางตัวเงียบมาสองปี ต้องคัดเลือกและทดสอบเอง ไม่ใช่ติดตั้งทุกอย่างที่หาเจอ
เรื่องภาระการดูแล ทุกโมดูลที่ติดตั้งคือสิ่งที่ต้องตามอัปเดตตอนขึ้นเวอร์ชัน ยิ่งติดตั้งมาก ค่าอัปเกรดยิ่งแพง
เรื่องต้นทุนที่คนมักคิดผิด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “Community ฟรี แปลว่าถูกกว่า” ซึ่งจริงเฉพาะช่องค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น ต้นทุนรวมของโครงการ ERP ประกอบด้วยเจ็ดก้อน โดยค่าลิขสิทธิ์เป็นแค่ก้อนเดียว
การเลือก Community แปลว่าคุณย้ายเงินจากช่อง “ค่าลิขสิทธิ์” ไปไว้ที่ช่อง “ค่าพัฒนา” และ “ค่าดูแลระบบ” ไม่ใช่ประหยัดเงินก้อนนั้นไปเฉย ๆ
วิธีคำนวณจุดคุ้มทุนด้วยตัวเอง
ทำสามขั้นนี้แล้วคุณจะได้คำตอบที่ตรงกับธุรกิจคุณจริง ๆ ภายในครึ่งชั่วโมง
ขั้นที่ 1 เขียนรายการฟีเจอร์ที่ ขาดไม่ได้จริง ๆ ออกมา แล้วทำเครื่องหมายว่าอันไหนอยู่ฝั่ง Enterprise ตามตารางด้านบน
ขั้นที่ 2 สำหรับแต่ละอันที่อยู่ฝั่ง Enterprise ให้ประเมินสามทางเลือก
- มีโมดูล OCA ทดแทนไหม และต้องปรับเท่าไร
- ถ้าพัฒนาเอง ใช้เวลากี่วันคน
- ถ้าตัดทิ้ง ธุรกิจเสียหายแค่ไหน
ขั้นที่ 3 เทียบสองตัวเลขนี้ตลอดสามปี
ทางเลือก A (Enterprise)
= จำนวนผู้ใช้ × ราคาต่ออายุต่อเดือน × 36 เดือน
ทางเลือก B (Community)
= ค่าพัฒนาส่วนที่ขาด (จ่ายครั้งเดียว)
+ ค่าดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง × 36 เดือน
+ ค่าอัปเกรดเวอร์ชันที่ต้องทำเอง
หลักการที่ใช้ได้จริงเกือบทุกครั้ง
- ผู้ใช้น้อย แต่ต้องการฟีเจอร์ลึก → Enterprise มักคุ้มกว่า เพราะค่าลิขสิทธิ์คูณจำนวนน้อย
- ผู้ใช้เยอะ แต่ใช้ฟังก์ชันตื้น → Community มักคุ้มกว่า เพราะค่าลิขสิทธิ์คูณจำนวนมากจนกลายเป็นภาระถาวร
- ต้องพัฒนาเพิ่มเยอะอยู่แล้วไม่ว่าเลือกอะไร → ส่วนต่างค่าพัฒนาลดลง ทำให้ Community น่าสนใจขึ้น
อ่านเรื่องโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งเจ็ดก้อนเพิ่มเติมได้ที่ ค่าใช้จ่ายวางระบบ Odoo ในไทย
เรื่องสัญญาอนุญาต ที่ควรเข้าใจก่อนเซ็น
| ชุดโค้ด | สัญญาอนุญาต | ใจความสำคัญ |
|---|---|---|
| Odoo Community | LGPL v3 | ใช้เชิงพาณิชย์ได้ แก้ไขได้ โมดูลที่คุณเขียนเองเก็บเป็นความลับได้ |
| Odoo Enterprise | สัญญาอนุญาตเฉพาะของ Odoo | ต้องมีสัญญาสมาชิกที่ยังไม่หมดอายุ มีข้อจำกัดการเผยแพร่ต่อ |
| โมดูล OCA ส่วนใหญ่ | AGPL-3.0 | เข้มกว่า LGPL มีเงื่อนไขเรื่องการเปิดเผยโค้ดเมื่อให้บริการผ่านเครือข่าย |
สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คืออย่านำโค้ดฝั่ง Enterprise ไปใช้โดยไม่มีสัญญาสมาชิก และอย่าผสมโค้ดข้ามสัญญาอนุญาตโดยไม่ได้ตรวจสอบ ถ้าคุณจ้างผู้ให้บริการพัฒนาโมดูล ควรระบุในสัญญาให้ชัดว่าโมดูลที่ส่งมอบใช้สัญญาอนุญาตแบบไหน และคุณมีสิทธิ์อะไรบ้างในโค้ดนั้น
เกณฑ์ตัดสินใจแบบใช้ได้จริง
เลือก Community ถ้า
- ทีมของคุณเน้นงานขาย จัดซื้อ และคลังสินค้าเป็นหลัก ส่วนบัญชีใช้สำนักงานบัญชีภายนอก
- คุณมีผู้ใช้จำนวนมาก แต่แต่ละคนใช้ฟังก์ชันไม่ซับซ้อน
- ธุรกิจของคุณมีวิธีทำงานเฉพาะตัวสูง จนต้องพัฒนาเพิ่มอยู่แล้วไม่ว่าจะเลือกเวอร์ชันไหน
- คุณมีทีมไอทีของตัวเอง หรือมีผู้ให้บริการที่ไว้ใจได้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ระยะยาว
- ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายรายปีให้คงที่และยอมรับความรับผิดชอบในการดูแลระบบเอง
เลือก Enterprise (แพลน Custom) ถ้า
- คุณต้องการทำบัญชีครบวงจรในระบบเดียวและปิดงบเองภายในบริษัท
- ต้องการแอปมือถือให้เซลล์หรือช่างใช้หน้างาน
- ต้องใช้ Helpdesk, Field Service หรือ Quality และ Maintenance ในการผลิต
- อยากให้ผู้ใช้ปรับฟอร์มและฟิลด์เองได้ผ่าน Studio โดยไม่ต้องเรียกนักพัฒนาทุกครั้ง
- ให้ความสำคัญกับการอัปเกรดเวอร์ชันอย่างเป็นทางการ และอยากมีคู่สัญญาที่รับผิดชอบชัดเจน
- มีหลายนิติบุคคลที่ต้องบริหารในฐานข้อมูลเดียว
เตือนไว้: อย่าเลือก Standard ถ้าคุณอยู่ในไทยและต้องทำภาษีไทย
เพราะติดตั้งโมดูลที่พัฒนาเองไม่ได้ ซึ่งแปลว่าทำ 50 ทวิ รายงานสรรพากร และเอกสารภาษาไทยตามประกาศไม่ได้
ความเสี่ยงที่แต่ละทางไม่ค่อยมีใครพูดถึง
ถ้าเลือก Enterprise — ค่าสมาชิกเป็นค่าใช้จ่ายถาวรที่โตตามจำนวนพนักงาน และถ้าวันหนึ่งหยุดจ่าย คุณจะเข้าถึงฟีเจอร์ฝั่ง Enterprise ไม่ได้อีก ระบบที่สร้างกระบวนการทำงานไว้บน Helpdesk หรือ Field Service จะต้องหาทางออกใหม่ทั้งหมด นี่คือการพึ่งพาที่ต้องยอมรับตั้งแต่ต้น
ถ้าเลือก Community — ภาระการอัปเกรดเป็นของคุณทั้งหมด Odoo ออกเวอร์ชันใหม่เป็นประจำและเวอร์ชันเก่าจะหยุดได้รับแพตช์ในที่สุด ถ้าไม่วางแผนอัปเกรดไว้ตั้งแต่แรก อีกสามถึงห้าปีคุณอาจติดอยู่บนเวอร์ชันเก่าที่ไม่มีใครดูแล ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่จับต้องได้
ทั้งสองทางมีราคาที่ต้องจ่าย ต่างกันที่จ่ายเป็นเงินสม่ำเสมอ หรือจ่ายเป็นภาระทางเทคนิคที่ต้องบริหารเอง
เปลี่ยนจาก Community ไป Enterprise ทีหลังได้ไหม
ได้ครับ เพราะใช้โครงสร้างฐานข้อมูลเดียวกัน แต่มีสามเรื่องที่ต้องเตรียม
- โมดูลที่ทำหน้าที่ซ้ำกันต้องถอนออกก่อน เช่น ถ้าคุณติดตั้งโมดูล OCA สำหรับรายงานการเงินไว้ แล้วจะไปใช้ของ Enterprise ต้องวางแผนย้ายข้อมูลและปิดโมดูลเดิม ไม่ใช่ปล่อยให้ทับกัน
- โมดูลที่พัฒนาเองอาจชนกับฟีเจอร์ Enterprise โดยเฉพาะถ้าเคยเขียนทับ view หรือ method เดียวกัน
- ต้องทดสอบบนระบบสำเนาก่อนเสมอ อย่าทำบนระบบจริง และเผื่อเวลาสำหรับการทดสอบให้เพียงพอ
ในทางกลับกัน การย้ายจาก Enterprise กลับมา Community ยากกว่ามาก เพราะข้อมูลที่ผูกกับฟีเจอร์ฝั่ง Enterprise จะไม่มีที่อยู่ ควรคิดให้รอบก่อนผูกกระบวนการหลักของธุรกิจไว้กับฟีเจอร์เฉพาะของ Enterprise
แล้ว OneBiz ERP อยู่ตรงไหน
สิ่งที่ทั้งสองเวอร์ชันไม่ได้ให้มาเหมือนกันคือ ความพร้อมสำหรับกฎหมายและภาษีไทย ไม่ว่าจะ Community หรือ Enterprise คุณก็ยังต้องตั้งค่าผังบัญชีไทย ปรับใบกำกับภาษีให้ตรงประกาศกรมสรรพากร ทำระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายพร้อมหนังสือรับรอง 50 ทวิ และจัดการฟอนต์ไทยบนเอกสาร เพิ่มเองทั้งหมด
เราจึงพัฒนา OneBiz ERP ขึ้นบนฐาน Odoo โดยเติมส่วนไทยเหล่านี้ไว้ให้แล้ว ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาหลายสัปดาห์กับงานพื้นฐานซ้ำ ๆ และเอาเวลาไปโฟกัสกับกระบวนการเฉพาะของธุรกิจแทน โดยเลือกได้ว่าจะวางบนฐาน Community หรือใช้ร่วมกับสัญญา Enterprise ที่คุณมีอยู่
สรุป
อย่าเลือกจากคำว่า “ฟรี” หรือ “แพง” แต่ให้เลือกจากงานที่ต้องทำจริง และอย่าลืมว่าคำถามที่แท้จริงมีสองชั้น ชั้นแรกคือ Community หรือ Enterprise ชั้นที่สองคือถ้าเลือก Enterprise แล้วต้องเป็นแพลน Custom ไม่ใช่ Standard เพราะงานภาษีไทยต้องติดตั้งโมดูลที่พัฒนาเอง
วิธีที่เร็วที่สุดคือทำรายการฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ออกมา เช็กว่าอันไหนอยู่ฝั่ง Enterprise แล้วเทียบค่าพัฒนาส่วนที่ขาดกับค่าสมาชิกตลอดสามปี ตัวเลขจะบอกคำตอบเอง
ถ้าอยากให้เราช่วยทำตารางเปรียบเทียบตามบริบทธุรกิจคุณโดยเฉพาะ ทักมาคุยกันได้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เห็นภาพแล้ว หรืออ่านต่อเรื่อง ตั้งค่า Odoo ให้รองรับภาษีไทย เพื่อดูว่างานฝั่งไทยที่ต้องทำเพิ่มมีอะไรบ้าง
คำถามที่พบบ่อย
Odoo Community ใช้ทำบัญชีบริษัทได้ไหม?
ได้ในระดับหนึ่ง Community มีบัญชีแยกประเภท ใบแจ้งหนี้ และภาษีพื้นฐาน แต่ฟีเจอร์อย่างการกระทบยอดธนาคารอัตโนมัติ งบการเงินสำเร็จรูป และเครื่องมือปิดงบขั้นสูงอยู่ใน Enterprise หากใช้ Community ต้องเสริมด้วยโมดูลจาก OCA เช่น mis_builder และ account-financial-reporting หรือพัฒนาเพิ่ม
เปลี่ยนจาก Community เป็น Enterprise ทีหลังได้ไหม?
ได้ครับ ข้อมูลใช้โครงสร้างเดียวกัน การเปลี่ยนทำได้โดยติดตั้งชุดโมดูล Enterprise ทับ แต่ต้องตรวจสอบว่าโมดูลที่พัฒนาเพิ่มไว้ไม่ชนกับฟีเจอร์ Enterprise โดยเฉพาะโมดูล OCA ที่ทำหน้าที่ทดแทนฟีเจอร์เดียวกัน ซึ่งมักต้องถอนออกก่อน และควรทดสอบบนระบบสำเนาเสมอ
ใช้ Community แล้วผิดกฎหมายไหม?
ไม่ผิดครับ Odoo Community เผยแพร่ภายใต้ LGPL v3 ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ข้อควรระวังคืออย่านำโค้ดฝั่ง Enterprise มาใช้โดยไม่มีสัญญาสมาชิก เพราะส่วนนั้นเป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่มีสัญญาอนุญาตแยกต่างหาก
แพลน Standard กับ Custom ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ Standard ไม่มี Odoo Studio ไม่มี multi-company ไม่มี external API และลงโมดูลที่พัฒนาเองไม่ได้ ส่วน Custom มีครบและเลือกโฮสต์บน Odoo.sh หรือ on-premise ได้ ธุรกิจไทยที่ต้องปรับระบบภาษีและเอกสารไทยเกือบทั้งหมดต้องใช้ Custom ไม่ใช่ Standard ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ตั้งงบพลาดบ่อยมาก
โมดูล OCA ใช้แทน Enterprise ได้ทั้งหมดเลยไหม?
ไม่ทั้งหมดครับ OCA ทดแทนได้ดีในกลุ่มรายงานการเงิน การจัดการสินทรัพย์ และเครื่องมือบัญชี แต่ส่วนที่ทดแทนได้ยากคือ Odoo Studio แอปมือถือของ Odoo และบริการอัปเกรดเวอร์ชันอย่างเป็นทางการ อีกทั้งโมดูล OCA ส่วนใหญ่เป็น AGPL-3.0 ซึ่งมีเงื่อนไขต่างจาก LGPL ควรให้ฝ่ายกฎหมายดูถ้าจะพัฒนาต่อยอดแล้วนำไปให้บริการภายนอก